บทสรุปรากฐานสำคัญของพุทธศาสนา

Fundamental Buddhism Explained Summary in Thai

    คำอธิบายของพุทธศาสนา ตามหลักพระธรรมบาลี ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาธรรมะว่า เป็นสิ่งท่ีพระพุทธเจ้าได้ตรัสและได้สอน ท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรท่ีเก่าแก่ท่ีสุด

ประโยชน์
  • การดับความทุกข์ ความสิ้นหวัง  การเจ็บปวด
  • ความสงบทางใจ
  • การรู้สำนึกความจริงได้ด้วยตนเอง

สงวนลิขสิทธิ์ ๑๙๗๗ ท่านสามารถลอก อีเมลล์ พิมพ์ ทำสำเนา แจกจ่าย บทความนี้ได้ ถ้าไม่มีการแก้ไขดัดแปลงต้นฉบับ
ชมเว็บไซท์ของเรา และคุณสามารถถามคำถามและหาคำตอบได้ หาท่ีอยู่ อี~เมลล์ จาก http://www.fundamentalbuddhism.com

        เพีื่อให้เกิดความเข้าใจท่ีดียิ่งขึ้น เราขอแนะนำให้อ่านช้าๆ และดังๆองค์กรของเราส่งเสริมหลักสมุฏฐานสำคัญของศาสนาพุทธ แก่ผู้ท่ีต้องการค้นหาปัาและทางหลุดพันจากความทุกข์ ด้วยการเห็นแจ้งความเป็นจริง คือนิพพาน   ท่ีสามารถได้จากการเพียรพยายาม และการอุทิศตน ก่อนการตายในชาตินี้ เรานำเสนอบทความนี้ โดยไม่คิดค่าตอบแทน แก่ผู้ท่ีต้องการค้นหาสัจจธรรม   ผู้ซีึ่งจะทำการทดสอบ วิเคราะห์ พิจารณา ด้วยการทำสมาธิและภาวนา หมายเหตุ   องค์กรคำสั่งสอนทางพุทธศาสนานี้ ได้จัดทำบทความสรุปนี้สำหรับผู้ท่ีต้องการเท่านั้น ถ้าท่านไม่ต้องการแต่ได้รับบทความนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะคนอื่นส่งมาให้ หรือเพราะความผิดพลาด จากการท่ีเราได้รับชิ่ือและท่ีอยู่ของท่านจากบุคคลอื่น ท่านก็โยนทิ้งได้        ศาสนาพุทธเป็นศาสนาท่ีสำคัญของโลกศาสนาหนึ่ง ท่ีมีรากฐานมาจากการสั่งสอนของสิทธัตถะ กัวตะมะ หรือท่ีรู้จักกันว่า พระพุทธเจ้า ท่ีมีพระชนม์ชีพอยู่ในราว ปี ๕๕๗ ถึง ๔๗๗ ก่อนคริสต์กาล คำว่า พระพุทธเจ้า มีความหมายว่า ผู้ท่ีรู้แจ้งถึงขั้นสูงสุด หรือ ผู้ท่ีตื่นแล้ว ผู้ท่ีชนะ ความรู้แจ้งเห็นจริงของความเป็นสัจจะธรรม

        หลักสำคัญของพุทธศาสนาท่ีเรานำเสนอ ได้มาจากการศึกษาอย่างกว้างขวางและได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ จากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ประมาณ ๕,๐๐๐ หน้า จำนวน ๑๖ เล่ม โดยสมาคมภาษาบาลี   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฏก ท่ีมีรวมกันทั้งหมดถึง ๑๒,๘๐๐ หน้า บทแปลภาษาบาลีมีจำหน่ายท่ีสมาคมภาษาบาลี บทธรรมคำสั่งสอนเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมขี้นเกือบจะทันทีท่ีพระพุทธเจ้าปรินิพาน โดยพระสงฆ์นับพันรูป   ในระหว่างที่พระพุทธเจ้าเผยแพร่ศาสนาเป็นเวลา ๔๕ ปี และได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในปี ค.ศ. ๒๙ เป็นการรวบรวมหัวใจสำคัญของการสั่งสอนพุทธศาสนา และได้รับการยอมรับจากนักการศาสนาว่าเป็นหลักฐานท่ีเก่าแก่ท่ีสุด        ท่านจะขอรับบทบัญญัติภาษาบาลีได้ โดยการเขียนจดหมาย หรือ อีเมลล์ ขอรับรายการหนังสือสั่งซื้อ จากสมาคมภาษาบาลี ท่ีอยู่ในการสั่งซื้อดูได้จากท้ายของบทความนี้

        เพื่อความเข้าใจท่ีถ่องแท้เกี่ยวกับสิ่งท่ีอะไรจริงๆท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ ไม่มีอะไรจะมาทดแทน บทบันทึกท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรท่ี เป็นท่ียอมรับและท่ีเก่าแก่ท่ีสุดนี้ได้    ๓ เล่มแรกท่ีเราแนะนำให้ศึกษา คือธรรมโอวาทความยาวขนาดกลาง (มชิมา นิกายะ, มชิมา นิขายะ) ทั้ง ๓ เล่มนี้ได้บรรจุหลักท่ีสำคัญท่ีสุดในการเข้าใจหลัก สำคัญของพุทธศาสนา, ในการเข้าใจท่ีถ่องแท้, ในความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ    และในการเข้าใจถึงสัจจธรรม        ธรรมโอวาทเล่มต่อมาคือ ธรรมคาถา สันยุตตะ-นิกายะ, สามุททะ-นิขายะ เล่ม ๑~๕ และจากนั้น คือ อังกุตตะระ~นิกายะ, อังกุตตะระ~นิขายะ เล่ม ๑~๕ ต่อด้วย ดิกคา~นิกายะ ดีกคา นิขายะ เล่ม๑, ๒, และ ๓

        ธรรมโอวาทเหล่านี้เป็นคำตรัสจากพระพุทธเจ้าท่ีเกี่ยวกับการรับรู้ถึงหลักสัจจธรรม และ เป็นครูท่ีมีประสิทธิภาพท่ีสุด สำหรับผู้ท่ีต้องการความกระจ่าง สำหรับผู้ท่ีต้องการหานิพพาน สำหรับผู้ท่ีต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ และสำหรับผู้ท่ีค้นหาสัจจธรรม        สิทธัตถะ กัวตะมะ กำเนิดเป็นเจ้าชายในอาณาจักรท่ีปัจจุบันเป็นเขตแดนระหว่างอินเดีย และเนปาล เมื่อพระชนม์มายุได้ ๒๙ พรรษามีความต้องการท่ีจะรู้ถึงหนทางท่ีจะนำไปสู่ ความสิ้นสุดของสังขาร และทางดับทุกข์   เพื่อท่ีจะมีชีวิตอยู่อย่างนิรันดร พระองค์ได้ทรงสละทุกอย่าง กลายเป็นคนร่อนเร่พเนจร ปฏิญาณท่ีจะค้นหาวิธีไปสู่สัจจธรรม   พระองค์คือพระโพธิสัตย์ ผู้ซึ่งผ่านการปฏิบัติท่ียากลำบากเพื่อท่ีจะค้นหาปัญญา เพื่อท่ีจะได้มาซึ่งปัญญาท่ีสูงสุด และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า        เมื่อพระชนม์มายุได้ ๓๕ พรรษา ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ท่ีจะบรรลุถึงจุดประสงค์นี้์ พระองค์ได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย   ถึงขั้นปัญญาอันสูงสุด พระองค์ได้คำตอบท่ีจะนำไปสู่การสิ้นสุด ของการไม่แน่นอน ของสังขารและความทุกข์ ซึ่งเป็นหนทางนำไปสูู่่ความเป็นเที่ยงแท้ ถาวร - นิพพาน ดังนั้น พระองค์จึงเริ่มสั่งสอน ชี้แจง แนะแนว แก่ผู้ท่ีต้องการค้นหาปัญญา และการรู้แจ้ง และการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายมาเป็นรากฐานของศาสนาพุทธ

        ในหลักสำคัญของศาสนาพุทธ ได้เน้นถึง การตระหนัก การรับรู้ และความเข้าใจ ในหลักสัจธรรม คำสอนของพุทธศาสนาเป็นการ "เข้ามาและตระหนัก"  ไม่ใช่ "เข้ามาและเชื่อ"   พุทธศาสนายึดถือหลักเหตุและผล และต้องใช้ความอุตสาหะส่วนตัว ถือหลักว่าด้วยความเพียรของตนเองเท่านั้นท่ีจะบรรลุถึงปัญญาได้   บุคคลแต่ละคนจะรับผิดชอบ การเป็นอิสระจากความทุกข์ของตนเอง        พุทธศาสนายินยอมให้แต่ละบุคคลเรียนรู้และสังเกตุ สัจธรรม และไม่ต้องการให้เชื่ออย่างงมงายก่อนท่ีจะยอมรับ พุทธศาสนาไม่สนับสนุน กฏเกณฑ์ ลัทธิ พิธีกรรม บูชายันต์ การสารภาพบาป ซิึ่งทั้งหมดนี้โดยธรรมชาติแล้ว เป็นการเชื่อย่างงมงาย พุทธศาสนาไม่ใช่ระบบของการเชื่อถือและสักการะบูชา แต่เป็นหนทางนำไปสู่ การรู้แจ้ง พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงการสั่งสอน ของพระองค์ท่านเป็นเพียงแพท่ีจะไปจากฝั่งท่ีทุกข์และไม่เที่ยแท้ ไปสู่ฝั่งท่ีมีความสุขและปลอดภัย การเที่ยงแท้ นั่นคือ นิพพาน หลังจากการรับรู้ ถึงนิพพานแล้ว แพก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

        พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงคำสั่งสอนของพระองค์เป็นทางสายกลาง ท่ีเป็นเช่นนี้เพราะเป็นคำสอนท่ีหลีกเลี่ยงการสุดกู่ระหว่าง การตามใจตัวเองในทางโลก และ การเอาชนะตนเองโดยการทรมานร่างกาย หนทางท่ีพระองค์สอนเป็นการรวมเข้าด้วยกัน ทั้งการพัฒนาทางสติปัญญาและจิตใจ ด้วยการปฏิบัติท่ีแสดงถึงความเมตตา ศีลธรรม ปัญญา และการรู้สำนึกอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็ตระหนักและเข้าใจปรากฏการณ์อย่างท่ีมันเป็นจริงๆข้อควรสังเกตุในคำสอนนี้ ท่ีพยายามจำกัดความว่าจริงๆแล้วอะไรคือพุทธศาสนา คือ ในศาสนาพุทธไม่มีการใช้อำนาจบังคับ ไม่มีการรบเร้า ไม่มีการบ้าคลั่ง

        พุทธศาสนาเป็นหนทางของการหลุดพ้นของคนท่ีต้องการหาดับความทุกข์อย่างถาวร อะไรคือความทุกข์ ความทุกข์คือการเกิด การทนทุกข์ การเจ็บปวด การเสียใจ การเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ ความแก่ ความผุพัง ความตาย ความเศร้าโศก ความหมดหวัง ความยากจน ความชั่วร้าย การร้องไห้คร่ำครวญ ความทุกข์ร้อน ความทุกข์ทรมาน ความโชคร้าย สงคราม ความบ้าคลั่ง ความหิวโหย ความไม่สมหวังในสิ่งท่ีต้องการ ความไม่สมหวังในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน การได้ในสิ่งท่ีไม่ต้องการ การไม่ได้ในสิ่งท่ีต้องการ และสิ่งท่ีไม่คงทน และสิ่งท่ีไม่สามารถควบคุมได้        ศาสนาพุทธสำหรับผู้ท่ีเห็นว่าสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาเป็นสิ่งท่ีไม่คงทนและสิ่งอะไรท่ีไม่คงทนตามธรรมชาติแล้วเป็นทุกข์ ในความไม่คงทนทั้งหลายจะไม่มีความสุขที่ถาวร จะมีก็แต่ความเจ็บปวดและอันตราย        วัตถุประสงค์ของคำสอนของศาสนาพุทธคือการสู่นิพพาน นิพพานเป็นจุดมุ่งหมาย นิพพานเป็นจุดสุดท้าย การรู้แจ้ง ความสุขท่ีคงทนของนิพพาน คือการไม่ถููกสร้าง การไม่เวียนว่ายตายเกิด อริยมรรค ๘ เป็นหนทางสู่ความสิ้นสุดนี้ ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ ๘ ประการท่ีต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อท่ีจะบรรลุถึงเป้าหมาย นั่นคือ นิพพาน    ข้อแรกของอริยมรรค ๘ คือการรู้ชอบ การเข้าใจชอบ (สัมมาทิฐิ)   นั่นคือการรู้ถึงอริยสัจสี่ ข้อแรกของอริยสัจ ๔ คือการรู้ว่าทุกสิ่งท่ีถูกกำหนดข้ึนมาเป็นสิ่งท่ีไม่เที่ยงแท้ (ทุกข์) และสิ่งใดท่ีไม่เที่ยงแท้ ตามธรรมชาติแล้วเป็นทุกข์ และสิ่งท่ีไม่เที่ยงแท้ไม่คงทนเป็นสิ่งท่ีไม่มีแก่นสาร เป็นอนิจจัง ข้อสองคือ การเกิดของความทุกข์มาจากความไม่รู้ (สมุทัย) และเกิดเป็นความอยาก ความมัวเมาในราคะและประสาทสัมผัส การเกิดและดับ การเข้าใจในสิ่งท่ีไม่ถูกต้อง และการไม่รู้ ข้อสามคือ การรู้ถึงการดับทุกข์ท่ีเกิดขึ้น (นิโรธ) การหยุดของการเวียนว่ายตายเกิด คือนิพพาน ข้อสี่ คือ ความรู้เกี่ยวกับ อริยมรรค ๘ ท่ีเป็นหนทางไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) และการไปสุ๋จุดมุ่งหมาย คือนิพพาน ปัญญาขั้นสูงสุด สัจจธรรม        ส่วนท่ีสองของอริยมรรค ๘ คือ ความคิดชอบ ไฝ่ชอบ  นี้หมายความว่า มีความปรารถนาท่ีจะใหเห็นปัญญา สัจจธรรม การละเว้นจากความคิดท่ีไม่ดี การละเว้นจากความโลภทั้งหลาย การละทิ้งจากสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาทั้งหลายทั้งปวงทำใจให้สงบ มีอุเบกขา มีการเสียสละ การตระหนักถึงการดับของความจริงท่ีถูกปรุงแต่งข้ึนมา การรู้สำนึกด้วยตนเองของการตื่นของตน เป็นอิสระจากจิต ด้วยหลักสัจจธรรม        ข้อสาม คือ การพูดชอบ งดเว้นจากการพูดปด สาบาน คำพูดท่ีด่าทอ ผรุสวาท ไร้สาระ เข้าร่วมในการพูดคุย สนทนาท่ีเกี่ยวกับและการไปสู่นิพพาน เกี่ยวกับสิ่งท่ีเป็นนิรันดรและเป็นความจริงเที่ยงแท้        ข้อสี่ คือ การประพฤติชอบ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด งดเว้นจากการลักโขมยทุกชนิด งดเว้นการประพฤติฉันท์ชู้สาว งดเว้นจากการทำความไม่ดีทุกชนิด งดเว้นจากการเสพสิ่งเสพติดทุกประเภท        ข้อห้า คือ การประกอบสัมมาอาชีวะชอบ งดเว้น จากการประกอบอาชีพไม่สุจริตทุกประเภท งดเว้นจากการครองชีพท่ีไม่ดีทุกประเภท        ข้อหก คือ ความเพียรชอบ ละอกุศลจิตท่ีเกิดขึ้นแล้วให้ออกไป และป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น พยายามรักษาและสร้างกุศล คุณงามความดีให้เกิดขึ้นในจิต และเพียรสร้างความดีในใจขึ้นมา เช่น ความรัก ความเมตตา กรุณาต่อสิ่งมีชีวิตทุกประเภท การสงสาร เห็นอกเห็นใจ และความเอื้ออาทร        ข้อเจ็ด คือ การมีสติชอบ ตรึกตรองว่า  ร่างกาย ความรู้สึก การรับรู้   ใจ ความรู้สึกตน ความคิด การรู้สำนึก จิต เป็นสิ่งท่ีไม่คงทนถาวร ทุกข์ และเป็นอนิจจัง การฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จีรังยั่งยืน การฝึกปฏบัติเพื่อไม่ให้เกิดความหลง การยึดเหนี่ยว ความสงบทางใจ ให้มองว่าทุกสิ่งไม่มีตัวตน ละวางสิ่งท่ีเข้ามาในประสาทสัมผ้ส เมินเฉยต่อสิ่งท่ียั่วยวนและความทุกข์ ท่ีเกิดขึ้นมาจากจิตและความรู้สึก        ข้อแปด คือ การภาวนาชอบ   ละวางต่อโลก ต่อความไม่ดี ต่อประสาทสัมผัส ปลีกตัวมาอยู่ลำพัง ถือสันโดษ กระตือรือร้น ขยันหมั่นเพียร ตัั้งใจแน่วแน่ ไม่ย่อท้อ เพื่อฝึกฝนจิตใจ โดยการทำสมาธิและการไตร่ตรองของจิต

        การเข้าสู่และข้ามพ้นจากภูมิของปุถุชน ของบทบัญญัติขั้นสูง ๘ ประการ ท่ีจะนำไปสู่ปัญญาขั้นสูง ญาณ และทำลายสิ่งมัวเมาและตัณหา การเข้าถึงสัจจธรรม ทำลายเสียซึ่งอวิชชาและโมหันธ์ เมื่อบรรลุถึงภูมิปัญญาขั้นสูง จะสามารถมองเห็นความเป็นจริงในสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งด้วยญาณและความเพียรขั้นสุดยอด เปิดถึงหลักสัจจธรรม   รู้แจ้งเห็นกระจ่างด้วยตนเอง        สิ่งท่ีได้รับจากอริยมรรค ๘ คือ

  • ความบริสุทธ์ิของจิตสำนึกท่ีดีคือหนทางไปสู่ความบริสุทธิ์ของจิตใจ
  • ความบริสุทธ์ิของจิตใจคือหนทางไปสู่ความบริสุทธิ์ของความคิด
  • ความบริสุทธ์ิของความคิด คือหนทางไปสู่ความบริสุทธิ์ของ การรู้ท่ีอยู่เหนือข้อสงสัย
  • ความบริสุทธ์ิของการรู้ท่ีอยู่เหนือข้อสงสัย       คือหนทางไปสู่ความบริสุทธิ์ของความรู้และณานท่ีนำไปสู่หนทางและอะไรท่ีไม่ใช่หนทางไปสู่สัจจธรรม
  • ความบริสุทธ์ิของความรู้ และณานท่ีนำไปสู่หนทางและอะไรท่ีไม่ใช่หนทางไปสู่สัจจธรรม คือหนทางไปสู่ความบริสุทธิ์ของ ความรู้และณาน
  • ความบริสุทธิ์ท่ีเกิดจากปัญญาและณาน คือหนทางไปสู่ความบริสุทธิ์ท่ีเกิดขึ้นมาจากปัญญาและณาน
  • ความบริสุทธิ์ท่ีเกิดขึ้นมาจากปัญญาและณาน คือหนทางไปสู่การรับรู้นิพพาน ท่ีปราศจากการติดยึดกับสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมา กับความไม่คงทนถาวร กับความทุกข์ และกับตนเอง        หนทางทั้ง ๗ อย่างท่ีจะนำไปสู่นิพพานท่ีต้องปลูกฝัง เริ่มจากการตั้งจิตสำรวม สำรวมกาย และความรู้สึก, จิต และอารมณ์, ความคิด, อารมณ์ มองสิ่งเหล่านี้ให้ทะลุปรุโปร่งและตั้งจิตสำรวมเพื่อท่ีจะบังคับ ความโลภ ความหดหู่ ท่ี่เป็นของธรรมดาโลก ตามด้วยการศึกษาธรรมะ เรียนรู้และจดจำคำสั่งสอนท่ีจะนำไปสู่สัจจธรรม การดับสิ้น ตามด้วยความอุตสาหะ จิตใจจดจ่อ จนถึงธรรมขั้นสูงเหนือบุคคลธรรมดา, การภาวนาตั้งมั่น และสุดท้ายคือ ความสงบ        ปัจจัยหลัก ในการควบคุมมี ๕ อย่าง คือ พลังแห่งความเชื่อ พลังแห่งพลานุภาพ, พลังแห่งการสำรวม, พลังแห่งสมาธิ และพลังแห่งณาน        พื้นฐานสำคัญของพลังทางจิต คือ ความปรารถนา, พลานุภาพ, ความคิด และ การสำรวจ ประกอบด้วยกันกับ ปัจจัยร่วมระหว่าง สมาธิและการต่อสู้ ด้วยจิตใจท่ีตั้งมั่นว่า ต้องเอาชนะ น้อมรับ และยึดถือเอานิพพาน ก็คือ การไม่ตาย การไม่เกิด การรับรู้หลักสัจจธรรม และการปฏิบัติท่ีจะนำไปสู่การปลูกฝังพลังทางจิต เพื่อท่ีจะไปให้ถึงเป้าหมาย คือ อริยมรรค ๘    อำนาจแห่งการควบคุมมีอยู่ ๓ อย่าง คือ จิตสำนึกระลึกว่า ฉันต้องรู้ในสิ่งท่ีไม่รู้ ในสิ่งท่ีไม่เกิด ในสิ่งท่ีไม่ถูกสร้างขึ้นมา หรือก็คือ สัจจธรรม, จากนั้นตามด้วย จิตสำนึกท่ีรู้แล้ว, และตามด้วยจิตสำนึกของตัวเองว่าตนได้รับรู้แล้ว

    การรับรู้ด้วยณาน ด้วยปัญญา นั่นคือสัจจธรรม คือ นิพพาน นั่นคือ การไม่เกิด, การไม่ถูกสร้าง, ความจริงแท้,  ความละเอียดอ่่อน, ความมั่นคง, การไม่ผุพัง, ไม่แก่, ไม่ตาย, ไม่มีความตาย, ไม่เน่าเปื่อย, ความสงบ, ความผาสุข, ความบริสุทธิ์, ความดีเลิศ, ปัญญา, การไม่มีความทุกข์, การปลดปล่อยจากความทุกข์, การไร้ชื่อเสียงเรียงนาม, ความสงบและความบริสุทธิ์ของการเป็นอมตะ, มาตรฐาน แบบฉบับ, ความยอดเยี่ยม, จุดมุ่งหมาย, ความจริงแท้        โดยสรุปแล้ว ถึงตอนสุดท้าย อะไรท่ีเคยเป็นมาอยู่เสมอ  ความมั่นคงถาวร และท่ีปัจจุบันท่ีถูกสร้าง การจองเวร การไม่จีรังยั่งยืน  และเป็นแค่ประเดี๋ยวประด๋าว จะอยุดกระบวนการของมัน  การมีชีวิตอยู่ด้วยการใช้ประสาทสัมผัส ทั้งท่ีมีตัวตนและไม่มีตัวตน รูปธรรม และสิ่งทั้งหลายทั้งจากนรกและสวรรค์ ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น        ความเป็นจริงจอมปลอมท่ียึดถือตัวตน ได้รับการกระตุ้นปลุกเร้าความรู้สึก ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ด้วยการถูกสร้างขึ้นมาอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ของร่างกายและจิต ~หรือก็คือสิ่งท่ีมีชีวิต ผ่านทางโลกต่างๆท่ีถูกสร้างขึ้นมา มากมาย นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งจากรูปธรรม และนามธรรม ทั้งระดับต่ำ กลาง และ สูง ทั้งสวรรค์ และนรก         แต่สิ่งทั้งหลายท่ีถูกสร้างขึ้นมาเป็นสิ่งท่ีไม่จีรังยั่งยืน มีการเน่าเปื่อย ผุพังและสูญสลาย และนั่นคือความเป็นทุกข์ และไม่มีแก่นสาร ตามหลักของสัจจธรรมนี่เป็นเพียง การเล่นสร้างปราสาททราย - ตุ๊กตาหุ่นโชว์ท่ีสร้างขึ้นมาเพื่อให้เชื่อ, การหลอกลวงท่ีมาจากความไม่รู้ (อวิชชา)        ตามหลักของพุทธศาสนา สรรพส่ิงทั้งหลายท่ีไม่ยังไม่บรรลุถึงนิพพาน และสัจจธรรม จะยังคงมีการพัฒนาของทางโลกในด้าน ความต้องการ ความปรารถนา ทั้งในรูปของสิ่งท่ีมีตัวตนและท่ีไม่มีตัวตน  จะยังคงเวียนว่ายตายเกิด และแต่ละชีวิตท่ีเกิดจะดีหรือเลว มีความสุขหรือไม่มีความสุข เบิกบานหรือทุกข์ทรมาน หรือมีทุกอย่างรวมกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการกระทำดีหรือเลวในอดีต การกระทำ, วาจา และ ความคิด ด้วยจิตใจเป็นปัจจัยในการกำหนดสิ่งต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นในแต่ละคนภายในเงื่อนไขต่างๆดังกล่าว        โดยย่อ การเวียนว่ายตายเกิด การกลับไปมาอย่างไม่ส้้ินสุด ระหว่างนรกกับสวรรค์และโลกมนุษย์ จนกว่าจิตของแต่ละสรรพสิ่ง ตัดสินใจท่ีจะอยุดกระบวนการ อยุดการมีชีวิตแบบจอมปลอม ท่ีจะหลุดพ้นจากสิ่งท่ีกำหนด จากสิ่งท่ีผุพัง เน่าเปื่อย ทนทุกข์ทรมาน เจ็บปวด จากความโลภ ความเกลียด ตัณหา การหลอกลวง ภาพลวงตา และความไม่รู้        หลักฐานของกฏแห่งกรรม  การเวียนว่ายตายเกิด ด้วยชาติหน้าได้ถูกกำหนดจากการกระทำในชาติก่อน สามารถเห็นได้ชัดจากการท่ี บุคคลท่ีเกิดมาในโลกนี้เป็นผู้มีบุญวาสนา หรือต่ำต้อยข่นแค้น ทั้งๆท่ียังไม่ได้เริ่มทำกรรมดีหรือเลวในชาตินี้เลย ไตร่ตรองให้ดีและเปรียบเทียบชีวิตปัจจุบันของท่านกับอีก ๕ พันล้านมนุษยชาติ ในโลกนี้ และรวมถึงสิ่งท่ีมีชีวิตทุกสิ่งบนโลก        จุดประสงค์ของพุทธศาสนาคือต้องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด การเกิดดับ ด้วยการทำลายกิเลส จากประสาทสัมผัส จากการเป็นสิ่งนี้สิ่งนั้น จากสิ่งหลอกลวงและจากความไม่รู้        และถ้าท่านคิดว่าโลกนี้จริงๆแล้วไม่เต็มไปด้วยความผิดหวัง ความทุกข์ ความเจ้บปวด คุณต้องไปวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งถึง ธรรมชาติแท้ๆของโลกท่ีคุณอยู่โดยท่ีไม่มีแว่นสีสวยๆมาปิดบัง        เพียงเพราะว่าในชีวิตนี้ของคุณความทุกข์และความเจ็บปวดไม่มากมายเกินไป ไม่ได้เป็นสิ่งป้องกันว่าคุณจะไม่มีชีวิตหน้า ซึ่งเป็นชีวิตท่ียากลำบาก เหมือนกับชีวิตเป็นล้านๆคนบนโลกนี้ท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบัน        พิจารณาชีวิตและสิ่งท่ีถูกกำหนดขึ้นมาทั้งหมด เป็นเหมือนการเกิดขึ้นซ้ำๆซากๆ - เก่าแก่ นับอายุไม่ได้ เน่าเปื่อย ไม่มีคุณค่า กลายเป็นสิ่งเน่าเปื่อยผุพัง        การตื่นจากการฝัน เริ่มแรกจากจิตทำการ สำรวจ วิเคราะห์ และ ไตร่ตรองถึงสิ่งท่ีเกิดขึ้นรอบๆตัว จะเห็นว่า ทุกอย่างเป็นสิ่งท่ีไม่จีรัง จากนั้นมองและรับรู้ว่า สิ่งท่ีไม่จีรัง ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว และมีการเปลี่ยนแปลงได้ คือ ความทุกข์ การไม่มีความสุข        ดังนั้น ด้วยปัญญา ท่ีรู้ว่าอะไรก็ตามท่ีไม่จีรัง ท่ีมีความเปลี่ยนแปลง ท่ีก่อให้เกิดทุกข์ โดยธรรมชาติจริงๆ แล้ว ไม่ใช่ตัวตน ดังนั้น ตัวตนต้องเริ่มมองหาหนทางท่ีจะหลุดพ้นจากหัวงกรรมนี้ ท่ีจะหลุดพ้นจากความจอมปลอมท่ีก่อให้เกิดความทุกข์ ความเจ็บปวด และความทรมาน        ถ้ามันยังไม่เกิดขึ้นกับท่านลองพิจารณาดูว่า ทำไมฉันซึ่งยังต้องเกิด ป่วย ทุกข์ ร่างกายเสื่อมโทรม แก่ และตายยังถึงต้องเกิด ป่วย ทุกข์ ร่างกายเสื่อมโทรม แก่ และตาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งท่ีไม่คงทนเหมือนกัน        มันจะไม่เป็นหลักประกันการปลอดภัยอันเป็นถาวรหลอกหรือท่ีฉัน, ถึงแม้ว่าฉันยังต้องเกิด ป่วย ทุกข์ ร่างกายเสื่อมโทรม แก่ และตาย ได้มองเห็นอันตรายของการเกิด, น่าท่ีจะค้นหานิพพาน, ความเป็นสัจจธรรม, ซึ่งเป็นหนทางป้องกันอันถาวร จากสิ่งท่ีถูกกำหนดขึ้นมาท่ีเห็นได้อย่างชัดเจนของ ความเจ็บปวด ความทุกข์        รูปร่างของสิ่งต่างๆ ความรู้สึก, การรับรู้, กิจกรรมต่างๆ และจิต เหล่านี้เป็นสิ่งล่อลวง สิ่งจอมปลอมตลอดกาล ภายในการเป็นอยู่ท่ีถูกสร้างขึ้น  ความเป็นอยู่ที่มีเงื่อนไข, ท่ีถูกสร้างขึ้น, ชั่วครั้งชั่วคราว, ท่ีปรุงแต่งขึ้นมา ในท่ีสุดแล้ว ความต้องการเหล่านี้ต้องถูกกำจัดออกไป เพื่อท่ีจะรับรู้หลักสัจจธรรม และพบกับความสุขท่ีถาวร        แล้วอะไรคือ ตัวตน ใช่ความเป็นสัจจธรรมไหม จากมุมมองทางโลกวัตถุนิยมนี้  จิตท่ีไม่ยึดถือตัวตนจะไม่มีวันท่ีจะรับรู้ ถึงธรรมชาติของสิ่งท่ีถูกกำหนดขึ้นมา ความเป็นจริงแท้ของอัตตา เป็นสิ่งท่ียากท่ีจะเข้าใจ ไม่อาจท่ีจะนึกคิดไปเองได้ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถเข้าใจได้ มีความลึกซึ้ง ไม่มีขอบเขต ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีเครื่องหมายหรือป้ายใดๆ  ไม่สามารถให้คำนิยามได้ ไม่สามารถท่ีจะเข้าใจได้  นอกจากอัตตา ของผู้ท่ีตื่นแล้ว ท่ีจะสามารถเข้าใจถึงตัวตนได้ และอัตตาในโลกมนุษย์ท่ีตื่นอย่างเต็มท่ีแล้ว ท่ีเราเรียกว่า พระพุทธเจ้า         อะไรท่ีได้เห็น ได้ยิน รู้สึก รับรู้ ได้มา มองหา ครุ่นคิดของจิต คือสิ่งท่ีไม่ยั่งยืน ความคิดชอบเห็นชอบอย่างถูกต้องแน่นอน ไม่สามารถถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาได้ นอกจากสัจจธรรม ปัญญาและผู้ท่ีตรัสรู้ เท่านั้นท่ีสามารถท่ีจะรู้        สัจจธรรมก็คืออัตตา แต่เนีื่องจากว่าสัจจธรรมเป็นสิ่งท่ียากท่ีจะเข้าใจ ไม่ใช่เป็นความคิดท่ีว่า มนุษย์หลังจากการตาย แล้วคิดว่า นี่คือลักษณะของฉัน นี่คือตัวฉัน จะกลายเป็นสิ่งถาวร เป็นนิรันดร ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฉันจะยังมีอยู่จนถึงโลกหน้าภพหน้า  เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดท่ีโง่เขลา เนื่องจากทุกสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาและไม่คงทนถาวร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งลวงตา นี่คือทำไมพุทธศาสนาถึงได้กำจัดการเห็นไม่ชอบ และการอวดยะโสว่า ในสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้น และไม่ถาวร จะมีสิ่งท่ีถาวรอยู่ ด้วยการคิดว่า "ตัวฉัน, ของฉัน, ฉันจะเป็น, และฉันเป็นผู้ทำ"        แต่ หลังจากผ่านการมองอย่างกระจ่างชัดแจ้งแล้ว ก็จะเปลี่ยนเป็นพูดว่า"ร่างกาย, ความรู้สึก, การรับรู้, กิจกรรม และ จิตสำนึก ไม่ใช่ ตัวตน ตัวตนไม่มีร่างกาย, ความรู้สึก, การรับรู้, กิจกรรม, และ จิตสำนึกร่างกาย, ความรู้สึก, การรับรู้, กิจกรรม, และ จิตสำนึกไม่มีอยู่ในอัตตา อัตตาไม่ได้อยู่ในร่างกาย, ความรู้สึก, การรับรู้, กิจกรรม, และ จิตสำนึก สำหรับบุคคลท่ีตามรอยพุทธศาสนาแล้ว สิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาในโลกแห่งความฝันเหล่านี้ จะเห็นเป็น สิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาเหล่านี้ไม่ใช่ของฉัน นี่ไม่ใช่ตัวฉัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ใช่ตัวของฉัน และ ในโลกแห่งความจอมปลอมนี้ ไม่มีตัวตนของสรรพสิ่งท่ีมีชีวิต ทุกอย่างว่างเปล่า"

สิ่งท่ีเป็นท่ีผูกมัดมนุษย์โลกให้ลุ่มหลงอยู่ในสิ่งจอมปลอม สิ่งหลอกลวง มีอยู่ ๑๐ อย่าง๑, ความเชื่อว่า มนุษย์แต่ละคน, จิต หรือ ร่างกาย เป็นสิ่งท่ีถาวร๒, มีความติดยึดกับ ความเห็นผิด พิธีกรรม กฏเกณฑ์ สิ่งท่ีเหนือธรรมชาติ๓, ความสงสัยและความสับสน๔, ความชอบ การยึดติดกับสิ่งต่างๆ  ความเสน่หา ความต้องการ ราคะ ความละโมบ๕, ความเกลียด ความไม่ชอบ ความชัง การมุ่งร้าย การปรารถนาร้าย เจตนาร้าย๖, ราคะและความปรารถนาในสิ่งท่ีเป็นรูปธรรม๗, ราคะและความโลภในสิ่งนามธรรม๘, การหยิ่งทะนงตัวรวมกับทิฐิและความยะโส ประกาศว่าตัวเองคือ ผู้สร้าง ผู้กระทำ๙, ความตื่นเต้นดีใจกับการสร้างสิ่งจอมปลอม สิ่งลวงตา มายา๑๐, ติดกับสิ่งท่ีหลอกลวงตัวเองและความโง่เขลาของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งท่ีสำคัญในการสร้างสิ่งลวงตา คิดว่าเป็นสิ่งจริงแท้ เป็นสิ่งสำคัญท่ีทำให้มองไม่เห็น ถึงความไม่ยั่งยืน และความทุกข์ในสิ่งท่ีเป็น และความเจ็บปวด ท่ีติดมากับสิ่งเสพติดเหล่านี้ ความนึกคิดที่ผิด อยู่ในภาวะของการมีชีวิตอยู่ กับสิ่งหลอกลวง        สิ่งต่างๆเหล่านี้ประกอบกับพลังขับดันให้เกิดการทำต่อเนิ่องและซ้ำๆกันของอัตตา        จุดมุ่งหมาย คือ ต้องทำลายสิ่งเสพติดเหล่านี้ ความอยาก ซึ่งเป็นเสมือนการรับรู้ทางประสาทสัมผัส และการรู้สึกภายในโลกท่ีถูกสมมุติขึ้นมา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งท่ีไม่จีรัง ทุกข์ และเป็นอนัตตา  การอยุดจากความละโมบทั้งหลาย ส่ิงท่ีเสพติด  เท่ากับการสู่นิพพาน ความเป็นจริงท่ีเที่ยงแท้ เป็นอิสระจากสิ่งต่างๆท่ีเกิดขึ้นมา        พุทธศานา และ ธรรมะหรือหลักธรรมคำสั่งสอน คือหนทางท่ีจะหลุดพ้น จากสิ่งเสพติดทั้งหลาย ความละโมบ ความเวียนว่ายตายเกิด และในท่ีสุดได้บรรลุถึงหลักสัจจธรรม และด้วยความรู้สำนึกของหลักสัจจธรรม ก็คือการอยุดสิ้นของความทุกข์ทั้งหลาย การอยุดสิ้นของการเกิดใหม่ การอยุดสิ้นของสิ่งท่ีไม่แน่นอน ของความทุกข์ ของอนัตตา        กิเลสตัณหา, สิ่งเสพติด, สิ่งยึดเหนี่ยว ทั้งหลาย ต้องถูกกำจัด ถูกทำลาย ต้องละวางให้หมดเพื่อท่ีจะอยุดการเกิดดับ อยุดสิ่งท่ีจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพ่ือท่ีจะเข้าถึงนิพพาน การไม่เวียนว่ายตายเกิด ความเป็นจริงท่ีเที่ยงแท้ ซึ่งจริงๆแล้ว เป็นความเป็นจริงหนึ่งเดียวเท่านั้น        ทั้งรูปธรรมและนามธรรม, รูปทรงของสิ่งต่างๆ, ร่างกาย, ประสาทสัมผัส, ความรู้สึกทั้งภายในและภายนอก, อารมณ์, ประสพการณ์, การรับรู้, การกระทำ, การมีสติ, ความคิดและจิตใจ เป็นสิ่งท่ีไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นความทุกข์ และไม่มีตัวตน ตามหลักพุทธศาสนา เราควรมองทุกสิ่งเป็น "ไม่ใช่ของฉัน, อันนี้ไม่ใช่ตัวของฉัน,  ร่างกายนี้ไม่ใช่ของฉัน" ตัวตนท่ีแท้จริงตามธรรรมชาติแล้ว คือการไม่เกิด การไม่ถูกสร้าง ไม่มีการตาย        "ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกหนทุกแห่ง ในทุกสิ่งทุกอย่างท่ีได้เห็นแจ้งประจักษ์ ท่ีได้ถูกรวมเข้าด้วยกัน ท่ีได้ถูกไตร่ตรองและถูกผลกระทบ ท่ีต้องพึ่งพิงอยู่กับสิ่งอื่นๆ ล้วนเป็นสิ่งท่ีไม่มีความถาวรคงทน, สิ่งท่ีไม่มีความถาวรคงทน ก็คือความไม่เป็นสุข ความทุกข์, สิ่งท่ีไม่มีความถาวรคงทนก็คือความไม่เป็นสุข ความทุกข์ ไม่ใช่เป็นของฉัน หรือไม่ใช่ฉัน ซึ่งไม่ใช่ฉัน ซึ่งไม่ใช่อัตตาของฉัน"        สิ่งท่ีจริงคืออะไรท่ีคงทนถาวร  สิ่งท่ีไม่เป็นความจริง คืออะไรท่ีไม่คงทนถาวร        ทุกๆอย่างเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นมา ถูกไตร่ตรองและถูกผลกระทบ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่คงทน ไม่ใช่อะไรอ่ืนนอกจาก ความฝัน การใช้ความคิดอย่างไม่เป็นประโยชน์ ความคิด การวาดภาพในอากาศ ภาวะของภาพลวงตา ทั้งหมดถูกสร้างมาจากความนึกคิด ซึ่งจะต้องถูกกำจัดออกไป ทุกๆอย่างถูกประกอบขึ้นมาจากนิยาย และสำหรับผู้ท่ีไม่ติดยึด หรือไม่มีความปรารถนาอีกต่อไป ในสิ่งท่ีจริงๆแล้วไม่เคยมีตัวตนอยู่ ก็จะไม่มีความทุกข์ในใจและภาวะของการเกิดอีกต่อไป        สิ่งต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมา ย่อมมีการเน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติ และสุดท้ายก็สิ้นสลาย        เป็นเวลาท่ีนานมาแล้วท่ีจิตและความคิดเห็นของแต่ละสรรพสิ่งในโลกแห่งความไม่แท้จริงนี้ ถูกครอบงำด้วยกิเลส ตัณหา ความเกลียดชัง สิ่งลวงตา และด้วยจิตท่ีถูกครอบงำ สรรพสิ่งท่ีมีชีวิตก็ถูกทำให้มีกิเลส ด้วยจิตท่ีบริสุทธิ์ สรรพสิ่งก็ถูกทำให้บริสุทธิ์ จิตเป็นทาสของภาพลวงตา ติดอยู่กับสิ่งมายา โลภอยู่กับสิ่งเพลิดเพลินจากประสาทสัมผัสทั้งหก โลภอยู่กับการเป็นปัจเจกบุคคล และการกลับมาเกิดเป็นโน่นเป็นนี่ โลภกับความหลงผิดท่ีสร้างภาพมายา และโลภอยู่กับอวิชชาท่ีถูกกำหนดขึ้นมา        ลองพิจารณาว่า ถ้าความโลภ และสิ่งท่ีผูกมัดของสรรพสิ่ง ถูกกำจัดไปเสียแล้ว ก็จะไม่มีการเกิดอีก ไม่มีชาติหน้า ไม่มีร่างกายและจิตใจใหม่ และดังนั้น ก็จะไม่มีการกระเสือกกระสน ไม่มีการทนทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด การท้อแท้ การเศร้าโศกเสียใจ การร้องให้คร่ำครวญ ความผิดหวัง การเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ การแก่ การเสื่อมโทรมของร่างกาย และการตาย แต่ละสรรพสิ่ง แต่ละจิตวิญญาณ ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องตั้งใจแน่วแน่ ว่าจะไม่มีอีกต่อไป ตัวของฉัน ร่างกายจิตใจของฉันจะไม่มีอีกต่อไป การคิดเช่นนี้เป็นการใกล้ถึงนิพพาน        แต่จนกว่าจิตจะตื่น จากการหลับใหลเพื่อจะดับความอยากจากสิ่งสัมผัส อารมณ์ และความเพลิดเพลิน จะยังคงมีอยู่ต่อไป จะยังคงเวียนว่ายตายเกิดในวัตสงสาร ภาพลวงตา เห็นผิดเป็นชอบ และความไม่รู้  สิ่งจอมปลอมทั้งหลายเหล่านี้จะยังคงมีอยู่ รวมถึงความทุกข์ ความเจ็บปวด และในขณะท่ีสิ่งจอมปลอมเหล่านี้ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีภัยอย่างต่อเนื่องของ การเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมานในอนาคต การเวียนว่ายตายเกิดในภพท่ีต่ำกว่าซึ่งก็เพิ่มความทุกข์ไปอีก ซึ่งเป็นเพราะว่า ผลกรรมของชาติก่อนจากความคิด คำพูด และการกระทำ        จนกว่าสรรพสิ่งจะถึงขั้น นิพพาน ชนะการเกิดดับ สรรพสิ่งนั้น ยังจะคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ละสรรพสิ่งดำเนินไปทั้งในโลก สูง, กลาง, ต่ำ        กรรมดีจะมีผลจากความคิด คำพูด และการกระทำ และกรรมชั่วก็จะมีผลจากการความคิด คำพูด และการกระทำเช่นกัน       จะได้บุญจากการให้ การเสียสละ ความเมตตากรุณาของความคิด คำพูด และการกระทำต่อสรรพสิ่งทั้งปวง และจะได้บาป จากการโกหก การดูถูกเหยียดหยาม การนินทาว่าร้าย คำพูดท่ีไม่ดี การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การลักโขมย การประพฤติผิดในทางชู้สาว การเห็นผิดเป็นชอบและความคิด วาจา และการกระทำท่ีมุ่งร้ายต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย        สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นผลมาจากการกระทำของตนเอง การกระทำเป็นเครื่องกำหนดโชคชะตา และโชคชะตาเป็นเครื่องกำหนดการเกิดและเหตุการณ์ในอนาคต นี้เป็นกฏ นี้เป็นเครื่องกำหนดเรื่องราวต่างๆ ของแต่ละสรรพสิ่ง ของแต่ละชาติแต่ละชาติ        ในโลกนี้ ได้มีสรรพสิ่งจำนวนหน่ึงท่ีได้เดินมาถูกทาง ของการหลีกพ้นถึงขั้นนิพพาน ผู้ท่ีมาถึงจุดมุ่งหมายแล้ว ผู้ท่ีสำเร็จบรรลุถึงสัจจธรรม ได้ดับกิเลศ ความละโมบ สิ่งลวงตา ได้บรรลุถึงขั้นสูงสุด ด้วยปัญญาเหนือบุคคลธรรมดาได้มองเห็น ความเป็นจริงของโลก และสิ่งท่ีเหนือโลก มองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างท่ีมันควรจะเป็น       โดยสรุป พิจารณาพุทธศาสนาเหมือนกับหนทางท่ีจะหลุดพ้นจากโลกสมมุติ และหนทางหลุดพ้น จากการพึงพอใจและอันตราย จากประสาทสัมผัส ท่านอาจจะลองคิดดูแบบนี้ก็ได้ เหมือนกับการอยู่ในโรงภาพยนต์ท่ีมืดมิด มีความสุขสนุกอยู่กับหนังท่ีปรุงแต่งข้ึนมา แต่โรงภาพยนต์นั้นเก่าแก่มาก ผุพัง กำลังถูกไฟเผาพลาญ และตอนนี้เป็นท่ีเกิดของการทุกข์ ธรรมะในศาสนาพุทธเป็นป้ายของการหลบหนี ถ้าท่านอยากหลุดพ้นจากความทุกข์ ความเจ็บปวดและการทรมาน การเวียนว่ายอยู่กับการเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก การดิ้นรน การผุพัง การตาย และความทุกข์ในอนาคตและอันตรายท่ีมากับความทุกข์ ท่านก็เดินตามป้ายนั้น        พุทธศาสนาเป็นเสมือนป้ายท่ีบอกว่า นี่คือหนทางของความปลอดภัย นี่คือหนทางท่ีจะดับความทุกข์ ขึ้นอยู่กับสรรพสิ่งแต่ละชีวิตว่าจะหลีกหนีเมื่อไร        ถ้าท่านต้องการท่ีจะศึกษาต่อไปเกี่ยวกับศาสนานี้ ท่านควรจะไตร่ตรองถึงสิ่งท่ีท่านได้อ่านมา สืบสวน วิเคราะห์ ตรวจสอบ และชั่งความหมายด้วยตัวคุณเอง คุณควรจะซืิ้อบทสั่งสอน เริ่มจาก  และคุณควรเริ่ม มรรค ๘ หลักธรรมท่ีเป็นหนทางไปสู่การปฏิบัติและสมาธิ ท่ีปัญญา ณาน และ  จะบังเกิดขึ้นในจิตเมื่อท่านปฏิบัติตามมรรค และจะยังคงอยู่จนกระทั่งท่านบรรลุถึงขั้นนิพพาน ระลึกรู้สัจจธรรมได้ด้วยตนเอง พ้นจากกรรม พ้นจากสิ่งต่างๆท่ีถูกสร้างขึ้นมา พ้นจากสิ่งท่ีเกิดขึ้นมา พ้นจากสิ่งลวงตา พ้นจากนิยายท่ีเสแสร้ง        นี่เป็นการจบความเชื่อของเราท่ีว่า สิ่งท่ีเป็นสมุฏฐานสำคัญของพุทธศาสนา สำหรับการศึกษาต่อไป ท่านจำเป็นต้องซึ้อหนังสือท่ีแนะนำไว้แล้ว ประกอบกับการพิจารณา ศึกษา สืบสวน ทำสมาธิ และภาวนาขอรับหลักพระธรรมเป็นของท่านได้ โดยการเขียนจดหมาย หรือ อี~เมลล์ ขอรายการสั่งซื้อหนังสือ ได้ท่ีสมาคมภาษาบาลี

PALI TEXT SOCIETY, 73 Lime Walk, Headington, Oxford 0X3 7AD, ENGLAND

อินเทอร์เน็ท http://www.palitext.com/ หรือพระธรรมซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษ ได้จากผู้จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา >p>Pariyatti Book Service, P.O. Box 15926, 7557 Lake City Way, N.E., Seattle, WA 98115, โทรศัพท์800) 829-2748 or (206) 985-1663
อินเทอร์เน็ท: http://www.pariyatti.com/

ชมอินเทอร์เน็ทเพื่อหาท่ีอยู่ของอีเมลล์ และค้นหาคำถามคำตอบได้ท่ี http://www.fundamental-buddhism.com 
        ถ้าท่านมีความประสงค์จะบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อเผยแพร่หลักศาสนาพุทธ ส่งเช็คของท่านมาได้ท่ี BUDDHIST INSTRUCTION RETREAT, P.O. BOX 235, ALPHARETTA, GEORGIA 30009-0235 USA ขอบคุณท่าน ด้วยความปรารถนาดี ขอได้ท่านมีความสงบ ความสุข โชคดี ความรัก ความเมตตา และท่ีสำคัญท่ีสุด ขอให้ท่านได้ถึงนิพพานในชาตินี้


 Fundamental Buddhism Explained -- English Text Version (Thai version should be a close match in content)

( Return to Fundamental Buddhism Explained home page )

Buddhist Instruction Ministry
Copyright ฉ 2011 Buddhist Instruction Retreat. All rights reserved.