บทสรุปสมุฏฐานสำคัญของพุทธศาสนา

Fundamental Buddhism Explained Summary in Thai

    คำอธิบายของพุทธศาสนา ตามหลักพระธรรมบาลี ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาธรรมะว่า เป็นสิ่งท่ีพระพุทธเจ้าได้ตรัสและได้สอน ท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรท่ีเก่าแก่ท่ีสุด

 

สงวนลิขสิทธิ์ ๑๙๗๗
ท่านสามารถลอก อีเมลล์ พิมพ์ ทำสำเนา แจกจ่าย บทความนี้ได้ ถ้าไม่มีการแก้ไขดัดแปลงต้นฉบับ
 ชมเว็บไซท์ของเรา และคุณสามารถถามคำถามและหาคำตอบได้ หาท่ีอยู่ อี~เมลล์ จาก
http://www.fundamentalbuddhism.com

        เพีื่อให้เกิดความเข้าใจท่ีดียิ่งขึ้น เราขอแนะนำให้อ่านช้าๆ และดังๆ
องค์กรของเราส่งเสริมหลักสมุฏฐานสำคัญของศาสนาพุทธ แก่ผู้ท่ีต้องการค้นหาปัญญาและทางหลุดพันจากความทุกข์ ด้วยการเห็นแจ้งความเป็นจริง คือนิพพาน   ท่ีสามารถได้จากการเพียรพยายาม และการอุทิศตน ก่อนการตายในชาตินี้ เรานำเสนอบทความนี้ โดยไม่คิดค่าตอบแทน แก่ผู้ท่ีต้องการค้นหาสัจจธรรม   ผ฿ู้ซีึ่งจะทำการทดสอบ วิเคราะห์ พิจารณา ด้วยการทำสมาธิและภาวนา
หมายเหตุ   องค์กรคำสั่งสอนทางพุทธศาสนานี้ ได้จัดทำบทความสรุปนี้สำหรับผู้ท่ีต้องการเท่านั้น ถ้าท่านไม่ต้องการแต่ได้รับบทความนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะคนอื่นส่งมาให้ หรือเพราะความผิดพลาด จากการท่ีเราได้รับชิ่ือและท่ีอยู่ของท่านจากบุคคลอื่น ท่านก็โยนทิ้งได้
        ศาสนาพุทธเป็นศาสนาท่ีสำคัญของโลกศาสนาหนึ่ง ท่ีมีรากฐานมาจากการสั่งสอนของสิทธัตถะ กัวตะมะ หรือท่ีรู้จักกันว่า พระพุทธเจ้า ท่ีมีพระชนม์ชีพอยู่ในราว ปี ฿฿฿๕๕๗ ถึง ๔๗๗ ก่อนคริสต์กาล คำว่า พระพุทธเจ้า มีความหมายว่า ผู้ท่ีรู้แจ้งถึงขั้นสูงสุด หรือ ผู้ท่ีตื่นแล้ว ผู้ท่ีชนะ ความรู้แจ้งเห็นจริงของความเป็นสัจจะธรรม

        หลักสำคัญของพุทธศาสนาท่ีเรานำเสนอ ได้มาจากการศึกษาอย่างกว้างขวางและได้แปลเป็นภาษาอังกฤษ จากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ประมาณ ฿๕,๐๐๐ หน้า จำนวน ๑๖ เล่ม โดยสมาคมภาษาบาลี   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฏก ท่ีมีรวมกันทั้งหมดถึง ๑๒,๘๐๐ หน้า บทแปลภาษาบาลีมีจำหน่ายท่ีสมาคมภาษาบาลี บทธรรมคำสั่งสอนเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมขี้นเกือบจะทันทีท่ีพระพุทธเจ้าปรินิพาน โดยพระสงฆ์นับพันรูป   ในระหว่างที่พระพุทธเจ้าเผยแพร่ศาสนาเป็นเวลา ๔๕ ปี และได้รับการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในปี ค.ศ. ๒๙ เป็นการรวบรวมหัวใจสำคัญของการสั่งสอนพุทธศาสนา และได้รับการยอมรับจากนักการศาสนาว่าเป็นหลักฐานท่ีเก่าแก่ท่ีสุด
        ท่านจะขอรับบทบัญญัติภาษาบาลีได้ โดยการเขียนจดหมาย หรือ อีเมลล์ ขอรับรายการหนังสือสั่งซื้อ จากสมาคมภาษาบาลี ท่ีอยู่ในการสั่งซื้อดูได้จากท้ายของบทความนี้

        เพื่อความเข้าใจท่ีถ่องแท้เกี่ยวกับสิ่งท่ีอะไรจริงๆท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ ไม่มีอะไรจะมาทดแทน บทบันทึกท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรท่ี เป็นท่ียอมรับและท่ีเก่าแก่ท่ีสุดนี้ได้    ๓ เล่มแรกท่ีเราแนะนำให้ศึกษา คือธรรมโอวาทความยาวขนาดกลาง (มชิมา นิกายะ, มชิมา นิขายะ) ทั้ง ๓ เล่มนี้ได้บรรจุหลักท่ีสำคัญท่ีสุดในการเข้าใจหลัก สำคัญของพุทธศาสนา, ในการเข้าใจท่ีถ่องแท้, ในความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ    และในการเข้าใจถึงสัจจธรรม
        ธรรมโอวาทเล่มต่อมาคือ ธรรมคาถา สันยุตตะ-นิกายะ, สามุททะ-นิขายะ เล่ม ๑~฿๕ และจากนั้น คือ อังกุตตะระ~นิกายะ, อังกุตตะระ~นิขายะ เล่ม ๑~฿๕ ต่อด้วย ดิกคา~นิกายะ ดีกคา นิขายะ เล่ม๑, ๒, และ ๓

        ธรรมโอวาทเหล่านี้เป็นคำตรัสจากพระพุทธเจ้าท่ีเกี่ยวกับการรับรู้ถึงหลักสัจจธรรม และ เป็นครูท่ีมีประสิทธิภาพท่ีสุด สำหรับผู้ท่ีต้องการความกระจ่าง สำหรับผู้ท่ีต้องการหานิพพาน สำหรับผู้ท่ีต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ และสำหรับผู้ท่ีค้นหาสัจจธรรม
        สิทธัตถะ กัวตะมะ กำเนิดเป็นเจ้าชายในอาณาจักรท่ีปัจจุบันเป็นเขตแดนระหว่างอินเดีย และเนปาล เมื่อพระชนม์มายุได้ ๒๙ พรรษามีความต้องการท่ีจะรู้ถึงหนทางท่ีจะนำไปสู่ ความสิ้นสุดของสังขาร และทางดับทุกข์   เพื่อท่ีจะมีชีวิตอยู่อย่างนิรันดร พระองค์ได้ทรงสละทุกอย่าง กลายเป็นคนร่อนเร่พเนจร ปฏิญาณท่ีจะค้นหาวิธีไปสู่สัจจธรรม   พระองค์คือพระโพธิสัตย์ ผู้ซึ่งผ่านการปฏิบัติท่ียากลำบากเพื่อท่ีจะค้นหาปัญญา เพื่อท่ีจะได้มาซึ่งปัญญาท่ีสูงสุด และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
        เมื่อพระชนม์มายุได้ ๓฿๕ พรรษา ด้วยความต฿ั้งใจแน่วแน่ท่ีจะบรรลุถึงจุดประสงค์นี้์ พระองค์ได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย   ถึงขั้นปัญญาอันสูงสุด พระองค์ได้คำตอบท่ีจะนำไปสู่การสิ้นสุด ของการไม่แน่นอน ของสังขารและความทุกข์ ซึ่งเป็นหนทางนำไปสูู่่ความเป็นเที่ยงแท้ ถาวร - นิพพาน ดังนั้น พระองค์จึงเริ่มสั่งสอน ชี้แจง แนะแนว แก่ผู้ท่ีต้องการค้นหาปัญญา และการรู้แจ้ง และการสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เลยกลายมาเป็นรากฐานของศาสนาพุทธ

        ในหลักสำคัญของศาสนาพุทธ ได้เน้นถึง การตระหนัก การรับรู้ และความเข้าใจ ในหลักสัจธรรม คำสอนของพุทธศาสนาเป็นการ "เข้ามาและตระหนัก"  ไม่ใช่ "เข้ามาและเชื่อ"   พุทธศาสนายึดถือหลักเหตุและผล และต้องใช้ความอุตสาหะส่วนตัว ถือหลักว่าด้วยความเพียรของตนเองเท่านั้นท่ีจะบรรลุถึงปัญญาได้   บุคคลแต่ละคนจะรับผิดชอบ การเป็นอิสระจากความทุกข์ของตนเอง
        พุทธศาสนายินยอมให้แต่ละบุคคลเรียนรู้และสังเกตุ สัจธรรม และไม่ต้องการให้เชื่ออย่างงมงายก่อนท่ีจะยอมรับ พุทธศาสนาไม่สนับสนุน กฏเกณฑ์ ลัทธิ พิธีกรรม บูชายันต์ การสารภาพบาป ซิึ่งทั้งหมดนี้โดยธรรมชาติแล้ว เป็นการเชื่อย่างงมงาย พุทธศาสนาไม่ใช่ระบบของการเชื่อถือและสักการะบูชา แต่เป็นหนทางนำไปสู่ การรู้แจ้ง พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงการสั่งสอน ของพระองค์ท่านเป็นเพียงแพท่ีจะไปจากฝั่งท่ีทุกข์และไม่เที่ยแท้ ไปสู่ฝั่งท่ีมีความสุขและปลอดภัย การเที่ยงแท้ นั่นคือ นิพพาน หลังจากการรับรู้ ถึงนิพพานแล้ว แพก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

        พระพุทธเจ้าทรงอ้างถึงคำสั่งสอนของพระองค์เป็นทางสายกลาง ท่ีเป็นเช่นนี้เพราะเป็นคำสอนท่ีหลีกเลี่ยงการสุดกู่ระหว่าง การตามใจตัวเองในทางโลก และ การเอาชนะตนเองโดยการทรมานร่างกาย หนทางท่ีพระองค์สอนเป็นการรวมเข้าด้วยกัน ทั้งการพัฒนาทางสติปัญญาและจิตใจ ด้วยการปฏิบัติท่ีแสดงถึงความเมตตา ศีลธรรม ปัญญา และการรู้สำนึกอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็ตระหนักและเข้าใจปรากฏการณ์อย่างท่ีมันเป็นจริงๆ
        ข้อควรสังเกตุในคำสอนนี้ ท่ีพยายามจำกัดความว่าจริงๆแล้วอะไรคือพุทธศาสนา คือ ในศาสนาพุทธไม่มีการใช้อำนาจบังคับ ไม่มีการรบเร้า ไม่มีการบ้าคลั่ง

        พุทธศาสนาเป็นหนทางของการหลุดพ้นของคนท่ีต้องการหาดับความทุกข์อย่างถาวร อะไรคือความทุกข์ ความทุกข์คือการเกิด การทนทุกข์ การเจ็บปวด การเสียใจ การเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ ความแก่ ความผุพัง ความตาย ความเศร้าโศก ความหมดหวัง ความยากจน ความชั่วร้าย การร้องไห้คร่ำครวญ ความทุกข์ร้อน ความทุกข์ทรมาน ความโชคร้าย สงคราม ความบ้าคลั่ง ความหิวโหย ความไม่สมหวังในสิ่งท่ีต้องการ ความไม่สมหวังในสิ่งจำเป็นพื้นฐาน การได้ในสิ่งท่ีไม่ต้องการ การไม่ได้ในสิ่งท่ีต้องการ และสิ่งท่ีไม่คงทน และสิ่งท่ีไม่สามารถควบคุมได้
        ศาสนาพุทธสำหรับผู้ท่ีเห็นว่าสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาเป็นสิ่งท่ีไม่คงทนและสิ่งอะไรท่ีไม่คงทนตามธรรมชาติแล้วเป็นทุกข์ ในความไม่คงทนทั้งหลายจะไม่มีความสุขที่ถาวร จะมีก็แต่ความเจ็บปวดและอันตราย
        วัตถุประสงค์ของคำสอนของศาสนาพุทธคือการสู่นิพพาน นิพพานเป็นจุดมุ่งหมาย นิพพานเป็นจุดสุดท้าย การรู้แจ้ง ความสุขท่ีคงทนของนิพพาน คือการไม่ถููกสร้าง การไม่เวียนว่ายตายเกิด อริยมรรค ๘ เป็นหนทางสู่ความสิ้นสุดนี้ ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ ๘ ประการท่ีต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อท่ีจะบรรลุถึงเป้าหมาย นั่นคือ นิพพาน
    ข้อแรกของอริยมรรค ๘ คือการรู้ชอบ การเข้าใจชอบ (สัมมาทิฐิ)   นั่นคือการรู้ถึงอริยสัจสี่ ข้อแรกของอริยสัจ ฿๔ คือการรู้ว่าทุกสิ่งท่ีถูกกำหนดข้ึนมาเป็นสิ่งท่ีไม่เที่ยงแท้ (ทุกข์) และสิ่งใดท่ีไม่เที่ยงแท้ ตามธรรมชาติแล้วเป็นทุกข์ และสิ่งท่ีไม่เที่ยงแท้ไม่คงทนเป็นสิ่งท่ีไม่มีแก่นสาร เป็นอนิจจัง ข้อสองคือ การเกิดของความทุกข์มาจากความไม่รู้ (สมุทัย) และเกิดเป็นความอยาก ความมัวเมาในราคะและประสาทสัมผัส การเกิดและดับ การเข้าใจในสิ่งท่ีไม่ถูกต้อง และการไม่รู้ ข้อสามคือ การรู้ถึงการดับทุกข์ท่ีเกิดขึ้น (นิโรธ) การหยุดของการเวียนว่ายตายเกิด คือนิพพาน ข้อสี่ คือ ความรู้เกี่ยวกับ อริยมรรค ๘ ท่ีเป็นหนทางไปสู่การดับทุกข์ (มรรค) และการไปสุ๋จุดมุ่งหมาย คือนิพพาน ปัญญาขั้นสูงสุด สัจจธรรม
        ส่วนท่ีสองของอริยมรรค ๘ คือ ความคิดชอบ ไฝ่ชอบ  นี้หมายความว่า มีความปรารถนาท่ีจะใหเห็นปัญญา สัจจธรรม การละเว้นจากความคิดท่ีไม่ดี การละเว้นจากความโลภทั้งหลาย การละทิ้งจากสิ่งท่ีถูกสร้างขึ้นมาทั้งหลายทั้งปวง
ทำใจให้สงบ มีอุเบกขา มีการเสียสละ การตระหนักถึงการดับของความจริงท่ีถูกปรุงแต่งข้ึนมา การรู้สำนึกด้วยตนเองของการตื่นของตน เป็นอิสระจากจิต ด้วยหลักสัจจธรรม
        ข้อสาม คือ การพูดชอบ งดเว้นจากการพูดปด สาบาน คำพูดท่ีด่าทอ ผรุสวาท ไร้สาระ เข้าร่วมในการพูดคุย สนทนาท่ีเกี่ยวกับและการไปสู่นิพพาน เกี่ยวกับสิ่งท่ีเป็นนิรันดรและเป็นความจริงเที่ยงแท้
        ข้อสี่ คือ การประพฤติชอบ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด งดเว้นจากการลักโขมยทุกชนิด งดเว้นการประพฤติฉันท์ชู้สาว งดเว้นจากการทำความไม่ดีทุกชนิด งดเว้นจากการเสพสิ่งเสพติดทุกประเภท
        ข้อห้า คือ การประกอบสัมมาอาชีวะชอบ งดเว้นจากการประกอบอาชีพไม่สุจริตทุกประเภท งดเว้นจากการครองชีพท่ีไม่ดีทุกประเภท
        ข้อหก คือ ความเพียรชอบ ละอกุศลจิตท่ีเกิดขึ้นแล้วให้ออกไปและป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น พยายามรักษาและสร้างกุศล คุณงามความดีให้เกิดขึ้นในจิต และเพียรสร้างความดีในใจขึ้นมา เช่น ความรัก ความเมตตา กรุณาต่อสิ่งมีชีวิตทุกประเภท การสงสาร เห็นอกเห็นใจ และความเอื้ออาทร
        ข้อเจ็ด คือ การมีสติชอบ ตรึกตรองว่า  ร่างกาย ความรู้สึก การรับรู้   ใจ ความรู้สึกตน ความคิด การรู้สำนึก จิต เป็นสิ่งท่ีไม่คงทนถาวร ทุกข์ และเป็นอนิจจัง การฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จีรังยั่งยืน การฝึกปฏบัติเพื่อไม่ให้เกิดความหลง การยึดเหนี่ยว ความสงบทางใจ ให้มองว่าทุกสิ่งไม่มีตัวตน ละวางสิ่งท่ีเข้ามาในประสาทสัมผ้ส เมินเฉยต่อสิ่งท่ียั่วยวนและความทุกข์ ท่ีเกิดขึ้นมาจากจิตและความรู้สึก
        ข้อแปด คือ การภาวนาชอบ   ละวางต่อโลก ต่อความไม่ดี ต่อประสาทสัมผัส ปลีกตัวมาอยู่ลำพัง ถือสันโดษ กระตือรือร้น ขยันหมั่นเพียร ตัั้งใจแน่วแน่ ไม่ย่อท้อ เพื่อฝึกฝนจิตใจ โดยการทำสมาธิและการไตร่ตรองของจิต

        การเข้าสู่และข้ามพ้นจากภูมิของปุถุชน ของบทบัญญัติขั้นส฿ูง ๘ ประการ ท่ีจะนำไปสู่ปัญญาขั้นสูง ญาณ และทำลายสิ่งมัวเมาและตัณหา การเข้าถึงสัจจธรรม ทำลายเสียซึ่งอวิชชาและโมหันธ์ เมื่อบรรลุถึงภูมิปัญญาขั้นส฿ูง จะสามารถมองเห็นความเป็นจริงในสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งด้วยญาณและความเพียรขั้นสุดยอด เปิดถึงหลักสัจจธรรม   รู้แจ้งเห็นกระจ่างด้วยตนเอง
        สิ่งท่ีได้รับจากอริยมรรค ๘ คือ